กฎหมายกลิ่นโรงงาน 2568 มาตรฐานกลิ่นรบกวน ธุรกิจต้องรับมืออย่างไร?
- Admin For Client
- 23 ธ.ค. 2568
- ยาว 2 นาที

ปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการโรงงานต้องจับตามองเป็นพิเศษครับ เพราะตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้ "กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2568" ซึ่งยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานและวิธีการตรวจสอบกลิ่นในอากาศจากโรงงาน พ.ศ. 2548 และกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับโรงงาน 24 ประเภทรวมโรงงานยาง
สิ่งที่น่ากังวลคือ วิธีการจัดการกลิ่นที่ท่านเคยใช้ได้ผลและถูกต้องในอดีต อาจกลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในทันทีภายใต้เกณฑ์ใหม่นี้ โดยเฉพาะเรื่องการเจือจางอากาศ หากโรงงานของท่านยังไม่มีแผนรองรับ ความเสี่ยงอาจไม่ใช่แค่การเสียค่าปรับเล็กน้อย แต่หมายถึงคำสั่งให้หยุดปรับปรุงกิจการชั่วคราว บทความนี้ผมสรุป 4 เรื่องด่วนที่ต้องรู้เกี่ยวกับ มาตรฐานกลิ่นรบกวน ฉบับใหม่ พร้อมแนวทางตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำด้วยบริการจาก D.O.M เพื่อให้ธุรกิจของท่านเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่นครับ
เจาะลึก 4 การเปลี่ยนแปลงสำคัญในกฎหมายมาตรฐานกลิ่น 2568
กฎหมายฉบับนี้มีความเข้มงวดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาข้อร้องเรียนเรื้อรัง และปิดช่องโหว่เดิมๆ นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้เพื่อเตรียมรับมือ
1. ใช้มาตรฐานเดียว ยกเลิกกฎ พ.ศ. 2548 ขยายครอบคลุม 24 ประเภท
กฎกระทรวงใหม่ยกเลิกกฎ พ.ศ. 2548 และกำหนดมาตรฐานเดียวสำหรับโรงงาน 24 ประเภท โดยเพิ่มโรงงานยาง (ลำดับ 23) เข้ามาควบคุม ค่ามาตรฐานกลิ่น (Odor Unit) และวิธีตรวจวัดยังคงอ้างอิงหลักเดิม แต่ขยายขอบเขต ดังนั้นต้องยึดฉบับใหม่เท่านั้นในการตรวจสอบ
2. ย้ำห้ามเจือจาง บังคับบำบัดต้นตอจริงจังขึ้น
ยืนยันหลักเดิม "ห้ามใช้อากาศเจือจาง" แต่เพิ่มบทลงโทษชัดเจน หากตรวจพบจะถูกสั่งหยุดชั่วคราวทันที โรงงานต้องลงทุนบำบัดกลิ่นตั้งแต่กระบวนการผลิต
ข้อนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด กฎหมายใหม่ระบุชัดเจนว่า "ห้ามใช้อากาศเจือจางเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน" ในสมัยก่อน บางโรงงานอาจใช้วิธีเป่าลมแรงๆ หรือเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไปผสมที่ปล่องระบาย เพื่อให้ค่าความเข้มข้นของกลิ่นลดลงก่อนปล่อยออก แต่วิธีนี้ถือว่าผิดกฎหมายทันทีตามฉบับใหม่ ทางออกเดียวคือ โรงงานต้องบำบัดที่ต้นเหตุให้ค่ากลิ่นลดลงจริงๆ จนไม่เกินเกณฑ์ ก่อนที่จะปล่อยออกสู่ปล่องระบาย
3. โรงงาน 24 ประเภทกลุ่มเสี่ยง
กฎหมายใหม่โฟกัสไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสถิติการถูกร้องเรียนบ่อย โดยระบุครอบคลุม 24 ประเภทโรงงาน หากธุรกิจอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ ต้องเตรียมตัวรับการตรวจสอบที่เข้มข้นเป็นพิเศษ
หมวดที่ 1: กลุ่มเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ถูกร้องเรียนบ่อยที่สุด เนื่องจากกลิ่นมีความสัมพันธ์กับการเน่าเสียและการหมัก
โรงงานบ่มใบยาสูบ หรืออบพืชผล: (ลำดับที่ 1) การอบใบยา พริก หรือพืชผลเกษตร
โรงงานฆ่าสัตว์: (ลำดับที่ 4) โรงฆ่าสัตว์ ชำแหละ และลอกหนัง
โรงงานผลิตภัณฑ์นม: (ลำดับที่ 6) ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ เนย ชีส หรือผลิตภัณฑ์จากนม
โรงงานทำแป้ง: (ลำดับที่ 9) แป้งมันสำปะหลัง แป้งหมี่ และแป้งแปรรูปอื่นๆ
โรงงานแปรรูปอาหาร (บรรจุภาชนะ): (ลำดับที่ 10) อาหารกระป๋อง ขวด หรือหีบห่อที่ปิดผนึก
โรงงานแปรรูปอาหาร (หมักดอง/ตากแห้ง): (ลำดับที่ 11, 12) ผักดอง ผลไม้ดอง ปลาเค็ม กะปิ น้ำปลา ไส้กรอก
โรงงานน้ำแข็ง: (ลำดับที่ 13) เน้นการตรวจสอบการรั่วไหลของก๊าซแอมโมเนีย
โรงงานอาหารสัตว์: (ลำดับที่ 15) ผลิตหรือผสมอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์
โรงงานสุราและแอลกอฮอล์: (ลำดับที่ 16) ต้มกลั่นสุรา เบียร์ ไวน์ และแอลกอฮอล์
โรงงานสกัดน้ำมันพืช/สัตว์: (ลำดับที่ 20) ผลิตน้ำมันพืช น้ำมันหมู หรือไขมันสัตว์
โรงงานยาสูบ: (ลำดับที่ 21) ผลิตบุหรี่ ซิการ์ ยาเส้น และปรุงยาฉุน
หมวดที่ 2: กลุ่มยาง เคมีภัณฑ์ และพลาสติก
กลุ่มนี้มีความเสี่ยงเรื่องสารเคมีอันตรายและกลิ่นฉุนรุนแรง
โรงงานยางพารา: (ลำดับที่ 34) ยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้น และผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ
โรงงานปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช: (ลำดับที่ 41) ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และสารเคมีเกษตร
โรงงานเคมีภัณฑ์: (ลำดับที่ 42) ผลิตสารเคมี กรด ด่าง สารทำความสะอาด
โรงงานผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม: (ลำดับที่ 43) ผสมน้ำมันหล่อลื่น จาระบี (ที่ไม่ใช่การกลั่น)
โรงงานยางสังเคราะห์และพลาสติก: (ลำดับที่ 44) ผลิตยางเทียม พลาสติกเรซิน และพลาสติกขึ้นรูป
โรงงานสีและกาว: (ลำดับที่ 45) ผลิตสี น้ำมันวานิช กาว ยาขัดเงา
โรงงานเคมีภัณฑ์อื่นๆ: (ลำดับที่ 48) โรงงานเคมีที่ไม่ได้ระบุไว้ในลำดับอื่น
หมวดที่ 3: กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก สิ่งทอ และเยื่อกระดาษ
กลุ่มนี้มักมีกระบวนการผลิตขนาดใหญ่และมีการใช้สารเคมีในปริมาณมาก
โรงงานสิ่งทอและฟอกย้อม: (ลำดับที่ 22) ปั่นด้าย ทอผ้า ฟอกย้อม และพิมพ์ลวดลาย
โรงงานฟอกหนัง: (ลำดับที่ 25) หมักหนัง ฟอกหนัง ขัดเงาหนัง
โรงงานเยื่อกระดาษ: (ลำดับที่ 38) ต้มเยื่อไม้ ผลิตกระดาษ และกระดาษแข็ง
โรงงานกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม: (ลำดับที่ 49) โรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง
โรงงานแยกก๊าซธรรมชาติ: (ลำดับที่ 50) โรงแยกก๊าซและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
หมวดที่ 4: กลุ่มจัดการของเสีย (Waste Management)
กลุ่มนี้เป็นแหล่งกำเนิดกลิ่นโดยตรงจากการสะสมของขยะและของเสีย
โรงงานบำบัดและกำจัดของเสีย: (ลำดับที่ 101, 105, 106) โรงงานบำบัดน้ำเสียรวม, โรงงานคัดแยกและฝังกลบขยะมูลฝอย, โรงงานรีไซเคิลและบำบัดกากอุตสาหกรรม
4. เกณฑ์วัดค่ามาตรฐานกลิ่น (Odor Unit) เข้มงวด ค่าต่ำลงแยกพื้นที่ชัดเจน
กฎหมายกำหนดค่าความเข้มข้นกลิ่น (Odor Unit) แยกจุดตรวจวัดปล่องระบายและรั้วโรงงาน โดยปรับให้ต่ำลงเพื่อความเป็นธรรมแต่เด็ดขาด
พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม: ค่าอนุโลมให้สูงกว่าพื้นที่ทั่วไปเล็กน้อย เช่น ที่รั้วโรงงานไม่เกิน 30 OU กฎหมายยังพออะลุ่มอล่วยให้ค่าสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปได้เล็กน้อย แต่ก็ยังต้องคุมเข้ม
พื้นที่นอกเขตนิคมฯ (ใกล้ชุมชน): จุดนี้คือเข้มงวดสุด โดยเฉพาะค่ามาตรฐานที่ รั้วโรงงาน ต้องไม่เกิน 15 หน่วย (Odor Unit) ซึ่งถือว่าต่ำมาก หากโรงงานตั้งอยู่โดดเดี่ยวและมีชุมชนล้อมรอบ การมีกลิ่นหลุดรอดไปเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์ทดสอบได้ทันที
ทำไมต้องใช้ "คนดมกลิ่น" (Sensory Test) ตามกฎหมายใหม่?
หลายท่านอาจสงสัยว่า ในเมื่อเทคโนโลยีไปไกลแล้ว ทำไมกฎหมายไทยยังยึดถือวิธี Sensory Test หรือการใช้คนดมกลิ่นเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินคดี?
วิธีมาตรฐานที่กฎหมายยอมรับ เหตุผลหลักคือ เครื่องวัดกลิ่น ทั่วไปอาจบอกค่าสารเคมีได้ แต่ "ไม่สามารถบอกระดับความรำคาญ" ของมนุษย์ได้แม่นยำเท่าจมูกคนครับ กฎหมายจึงกำหนดให้ใช้วิธีเก็บตัวอย่างอากาศใส่ถุง และนำไปให้ผู้ดมทดสอบ (Panelists) ที่ผ่านการคัดเลือกในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาค่าความเข้มข้นกลิ่นที่แท้จริง
ผลตรวจจาก Lab คือหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ใจ การส่งตรวจวิเคราะห์กลิ่นกับห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ได้มาตรฐาน ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามกฎครับ แต่มันคือ "เกราะป้องกันตัว" ที่ดีที่สุด หากเกิดข้อร้องเรียนหรือคดีความ ผลการวิเคราะห์จาก Lab ที่ได้รับการรับรอง จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มีน้ำหนักทางกฎหมาย เพื่อพิสูจน์ว่าโรงงานของท่านไม่ได้ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์
บริการตรวจวัดและเฝ้าระวังกลิ่นจาก D.O.M
การปรับตัวให้ทันกฎหมาย 2568 ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้ามีที่ปรึกษาที่เข้าใจ D.O.M พร้อมดูแลเรื่องปัญหากลิ่นให้ท่านแบบครบวงจรครับ
บริการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์กลิ่น: เราให้บริการเก็บตัวอย่างอากาศทั้งที่ปล่องระบายและบริเวณริมรั้วโรงงาน ตามมาตรฐานกรมโรงงานฯ อย่างเคร่งครัด
แม่นยำและเชื่อถือได้: เราวิเคราะห์ผลในห้องปฏิบัติการที่ควบคุมสภาพแวดล้อม และใช้ผู้ดมทดสอบที่ผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวด มั่นใจได้ในความถูกต้อง
ใช้ยื่นราชการได้จริง: ผลการตรวจรับรองจากเรา สามารถนำไปใช้อ้างอิงเพื่อส่งรายงานราชการตามกฎหมายใหม่ 2568 ได้ทันที
ให้คำปรึกษาพร้อมเทคโนโลยี: เราไม่ได้แค่ส่งผลตรวจแล้วจบกัน แต่หากค่าเกินมาตรฐาน เราพร้อมให้คำแนะนำ และมีเทคโนโลยี จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Nose) ช่วยเฝ้าระวังและแจ้งเตือนปัญหากลิ่นให้ท่านรู้ตัวก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกฎหมายกลิ่นใหม่ 2568 (FAQ)
Q: ถ้าโรงงานไม่อยู่ใน 24 ประเภทกลุ่มเสี่ยง ต้องทำตามกฎหมายนี้ไหม?
A: แม้จะไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 24 ประเภทหลัก แต่โรงงานทุกแห่งยังอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. โรงงาน และกฎหมายสาธารณสุขครับ
Q: ทำไมกฎหมายใหม่ถึงห้ามใช้วิธีเจือจางกลิ่น?
A: เพราะการเจือจางด้วยอากาศไม่ได้ช่วยลดปริมาณมลพิษที่แท้จริงที่ปล่อยออกสู่โลกครับ มันแค่ทำให้ความเข้มข้นตรงจุดปล่อยลดลงชั่วคราว แต่เมื่อสารเคมีไปสะสมในอากาศ ปัญหากลิ่นและผลกระทบต่อชุมชนก็ยังคงมีเท่าเดิม
Q: โทษของการฝ่าฝืนกฎหมายใหม่รุนแรงแค่ไหน?
A: นอกจากค่าปรับแล้ว ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดคืออำนาจในการสั่ง "หยุดประกอบกิจการชั่วคราว" เพื่อปรับปรุง หรือร้ายแรงที่สุดคือการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหากแก้ไขไม่ได้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายทางธุรกิจมหาศาลครับ
กฎหมายมาตรฐานกลิ่น พ.ศ. 2568 คือสัญญาณให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวครับ การใช้แค่ "ความรู้สึก" วัดว่าเหม็นหรือไม่เหม็น หรือใช้วิธีการเดิมๆ ที่กฎหมายยกเลิกไปแล้ว คือความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า การมีข้อมูลตัวเลขที่ถูกต้อง แม่นยำ และเชื่อถือได้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของท่านในยุคนี้




ความคิดเห็น