ตรวจวัดกลิ่นเรียลไทม์ด้วย Electronic Nose จบปัญหาร้องเรียนโรงงาน
- Admin For Client
- 23 ธ.ค. 2568
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 23 ธ.ค. 2568

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมยุคนี้ "กลิ่นรบกวน" ไม่ใช่แค่เรื่องมลภาวะทางอากาศ แต่อาจส่งผลให้สายการผลิตถูกสั่งหยุดได้ทันทีหากเกิดปัญหากับชุมชน ซึ่งถือเป็นเดิมพันความเสี่ยงที่สูงมากโดยเฉพาะกับ โรงงานกลุ่มเสี่ยงตามกฎหมายใหม่
ปัญหาหลักของการจัดการแบบเดิมคือ "ขั้นตอนที่ใช้เวลานานเกินไป" โดยเฉพาะการตรวจวัดด้วยวิธีมาตรฐานทางกฎหมาย (Triangular Odor Bag Method) ซึ่งในทางปฏิบัติมีความยุ่งยากและล่าช้า เพราะต้องเริ่มตั้งแต่การรอเจ้าหน้าที่นำอุปกรณ์หรือ เครื่องวัดกลิ่นโรงงาน เข้ามาเก็บตัวอย่างอากาศที่หน้างาน การขนส่งถุงลมไปยังห้องปฏิบัติการ และต้องรอคิวผู้ทดสอบกลิ่น (Panelists) เพื่อทำการวิเคราะห์ผล กระบวนการทั้งหมดนี้มักใช้เวลา 3-7 วัน กว่าโรงงานจะได้รับรายงานผลค่าความเข้มข้นกลิ่น
ความล่าช้าจากการ ตรวจวัดกลิ่น ด้วยวิธีนี้ ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่ทันต่อเหตุการณ์จริง เพราะเมื่อผลตรวจออกมา กลิ่นที่หน้างานมักจะจางหายไปแล้ว แต่ความไม่พอใจของชุมชนยังคงอยู่ การขาดข้อมูลที่รวดเร็วเพื่อนำมาชี้แจงหรือแก้ไขหน้างานทันที คือจุดอ่อนที่ธุรกิจต้องเร่งปรับปรุง
ทางออกของปัญหานี้คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ "ตั้งรับ" (Reactive) มาเป็น "การเฝ้าระวังเชิงรุก" (Proactive) ด้วยเทคโนโลยี การตรวจวัดกลิ่นแบบเรียลไทม์ ที่จะทำให้ผู้ประกอบการรู้สถานะความเป็นจริงและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ก่อนที่มลภาวะจะแพร่กระจายไปสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน
Electronic Nose คืออะไร?
Electronic Nose หรือ จมูกอิเล็กทรอนิกส์ คือนวัตกรรมเครื่องมือวัดที่ถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบระบบรับรู้กลิ่นของมนุษย์ (Human Olfactory System) อย่างสมบูรณ์ เพื่อเปลี่ยน "นามธรรมของกลิ่น" ให้เป็น "ข้อมูลดิจิทัล" ที่วิเคราะห์ผลได้ทางวิทยาศาสตร์
หลักการทำงาน เปลี่ยน "กลิ่น" ให้เป็น "ข้อมูล" (From Scent to Data) ความแตกต่างสำคัญระหว่าง เครื่องวัดกลิ่น ประเภท E-Nose กับเครื่องวัดก๊าซทั่วไป (Gas Detector) คือ E-Nose ไม่ได้ตรวจวัดสารเคมีเพียงตัวใดตัวหนึ่ง แต่ทำงานผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอนสำคัญ
Sensor Array Detection: ใช้ชุดเซนเซอร์จำนวนมาก (Multi-sensor Array) เช่น เทคโนโลยี Metal Oxide Semiconductor (MOS) ที่มีความไวต่อกลุ่มสารระเหยที่แตกต่างกัน เพื่อจับภาพรวมขององค์ประกอบกลิ่นทั้งหมด
Odor Fingerprint Recognition: เมื่อเซนเซอร์ทำปฏิกิริยากับกลิ่น จะเกิดสัญญาณตอบสนองที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัว เรียกว่า "ลายนิ้วมือของกลิ่น" (Odor Fingerprint) ซึ่งกลิ่นแต่ละชนิด เช่น กลิ่นบ่อบำบัด กลิ่นเผาไหม้ หรือกลิ่นเคมี จะมีลายนิ้วมือที่ไม่ซ้ำกัน
AI Analysis: ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Machine Learning) จะนำลายนิ้วมือที่ได้ ไปประมวลผลเทียบกับฐานข้อมูลเพื่อระบุค่าออกมาเป็น
Odor Concentration: ค่าความเข้มข้นกลิ่นในหน่วย Odor Unit (OU)
Odor Identity: การระบุแหล่งที่มาของกลิ่น ว่ามาจากกระบวนการผลิตใด หรือมาจากแหล่งภายนอกโรงงาน
จากหน้างาน สู่หน้าจอ Dashboard ข้อมูลดิบจาก เครื่องวัดกลิ่นโรงงาน จะถูกส่งผ่านระบบ IoT ขึ้นสู่ Cloud Server ทันที ผู้บริหารและวิศวกรสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่าน Dashboard ได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้การตัดสินใจตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง
4 ข้อดีของระบบเฝ้าระวังกลิ่นแบบเรียลไทม์
การติดตั้งระบบ ตรวจวัดกลิ่น ด้วย Electronic Nose คือการลงทุนในระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
1. รู้ก่อน แก้ทัน
ระบบ E-Nose ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าระวังที่ไร้จุดบอด สามารถตั้งค่าการแจ้งเตือน (Alert) เมื่อค่าความเข้มข้นกลิ่นแตะระดับเฝ้าระวัง (เช่น 80% ของค่ามาตรฐาน) ระบบจะส่งสัญญาณเตือนทีมหน้างานทันที ช่วยให้สามารถตรวจสอบและปรับปรุงระบบบำบัด หรือปรับลดกำลังการผลิตได้ทันท่วงที เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่กลิ่นจะเล็ดลอดออกไปรบกวนชุมชน
2. เฝ้าระวังจุดเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง
จมูกของมนุษย์มีข้อจำกัดเรื่อง "ความล้าของจมูก" (Olfactory Fatigue) เมื่อดมกลิ่นเดิมนานๆ จะเกิดความชินชาและไม่ได้กลิ่น แต่เซนเซอร์ของ เครื่องวัดกลิ่นโรงงาน ทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง 365 วัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโรงงานที่เดินเครื่องตลอดเวลา (Continuous Process)
3. หลักฐานวิทยาศาสตร์
กรณีที่เกิดข้อร้องเรียนเท็จ (False Accusation) หรือความเข้าใจผิดจากชุมชน ข้อมูลย้อนหลัง (Historical Data) ที่บันทึกโดย E-Nose จะทำหน้าที่เป็น "พยานปากเอก" ทางวิทยาศาสตร์ โดยสามารถนำกราฟความเข้มข้นของกลิ่น มาประกอบกับข้อมูลทิศทางลม (Wind Rose) เพื่อพิสูจน์ได้ว่า ณ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ กลิ่นไม่ได้มาจากโรงงาน หรือค่ากลิ่นไม่ได้เกินมาตรฐานตามที่ถูกกล่าวหา
4. คุมมาตรฐานได้แม่นยำ รองรับกฎหมายใหม่ 2568
สอดรับกับกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2568 ที่เข้มงวดเรื่อง "ห้ามเจือจาง" และการคุมค่ามาตรฐานที่แหล่งกำเนิด การมีระบบ Monitor ช่วยให้โรงงานสามารถรักษาระดับการปล่อยมลพิษให้อยู่ในเกณฑ์ Compliance เสมอ ลดความเสี่ยงทางกฎหมายและค่าปรับ
อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จำเป็นต้องติดตั้งระบบ
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ด้านมลพิษกลิ่น ควรพิจารณาติดตั้งระบบนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
โรงงานอาหารและแปรรูปสัตว์: มีกลิ่นอินทรีย์จากการหมักหรือเน่าเสียที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงง่าย
โรงงานเคมีและปิโตรเคมี: จำเป็นต้องเฝ้าระวังทั้งเรื่องกลิ่นรบกวนและความปลอดภัยจากสารระเหย (VOCs)
โรงงานบำบัดน้ำเสียและกำจัดขยะ: เป็นแหล่งกำเนิดกลิ่นที่ชัดเจนและมักเป็นเป้าหมายแรกของการตรวจสอบ
โรงงานพ่นสีหรือชุบโลหะ: มีไอระเหยสารเคมีและตัวทำละลายที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งไม่สามารถใช้มนุษย์ในการดมทดสอบ
โรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรม: ที่ต้องมีการรายงานผลคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องต่อหน่วยงานกำกับดูแล
วางระบบเฝ้าระวังกลิ่นกับ D.O.M
D.O.M เราไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จำหน่าย เครื่องวัดกลิ่นโรงงาน แล้วจบงาน แต่เราดูแลคุณในฐานะที่ปรึกษาด้านการจัดการกลิ่นแบบครบวงจร
วิเคราะห์พื้นที่หน้างานเพื่อกำหนดจุดติดตั้ง ที่เหมาะสมที่สุดตามหลักวิศวกรรม
เราให้ความสำคัญกับการ "สอบเทียบ" ข้อมูลระหว่าง E-Nose และวิธีดมกลิ่นมาตรฐาน (Sensory Test) เพื่อให้ค่าที่อ่านได้มีความแม่นยำและเชื่อถือได้สูงสุด
เมื่อระบบแจ้งเตือน ทีมผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงและแนะนำแนวทางแก้ไขที่ระบบบำบัด
Digital Transformation การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมต้องก้าวทันเทคโนโลยี การปล่อยให้ปัญหากลิ่นเป็นเรื่องของการคาดเดาคือความเสี่ยงที่ธุรกิจไม่ควรแบกรับ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน การตรวจวัดกลิ่นแบบเรียลไทม์ กับ D.O.M เพื่อเปลี่ยนวิกฤตความขัดแย้ง ให้เป็นความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน




ความคิดเห็น